ลุยน้ำย่ำโคลน ต้องระวังโรคติดเชื้อจากดินและน้ำ โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยโดสิส เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ เบอร์โคเดอเรีย ซูโดมัลเลอี (Burkholderia pseudomallei) ซึ่งพบได้ทั่วไปในดินและน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
เชื้อชนิดนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดการติดเชื้อได้หลายอวัยวะ เช่น ปอด ตับ ม้าม และผิวหนัง หากการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

สาเหตุของโรคไข้ดิน
โรคนี้เกิดจากการสัมผัสเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดินและน้ำ โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ได้แก่
1) เข้าทางบาดแผลหรือผิวหนัง หากมี บาดแผล รอยถลอก หรือผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำนาน ๆ แล้วไปสัมผัสดินหรือน้ำที่มีเชื้อ อาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
2) การรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน การดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรค
3) การหายใจเอาฝุ่นดินที่มีเชื้อเข้าไป ในบางกรณี เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่ปนเปื้อนเข้าไป
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ?
แม้ทุกคนสามารถติดเชื้อได้ แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
เกษตรกร และผู้ที่ต้องสัมผัสดินหรือน้ำเป็นประจำ
ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง กลุ่มเหล่านี้ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หรือช่วงที่ต้องลุยน้ำ ลุยโคลน ทำงานในนา สวน หรือพื้นที่ชื้นแฉะ
อาการของโรคไข้ดิน
อาการของโรคไข้ดินอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ แต่สัญญาณที่พบได้จากข้อมูลในโปสเตอร์ ได้แก่
อาการทางผิวหนัง
– มีตุ่มแดงเล็ก ๆ คล้ายยุงกัด
– ตุ่มแดงกลายเป็นแผลอักเสบ
– มีฝีหนองเรื้อรังที่ไม่หายขาด
อาการทางระบบทางเดินหายใจ
– มีไข้
– ไอ อาจมีหรือไม่มีเสมหะ
– เจ็บหน้าอก
– หายใจหอบเหนื่อย
หากมีอาการดังกล่าว โดยเฉพาะหลังสัมผัสดิน น้ำ หรือโคลน ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
วิธีป้องกันโรคไข้ดิน
การป้องกันสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการลดโอกาสสัมผัสเชื้อโดยตรง ดังนี้
1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินหรือน้ำโดยตรง
หากจำเป็นต้องทำงานในพื้นที่เปียกชื้น ควรป้องกันร่างกายให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินหรือน้ำโดยตรงเท่าที่ทำได้
2.รับประทานอาหารปรุงสุกและดื่มน้ำสะอาด
ควรเลือกรับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสุก และดื่มน้ำที่สะอาด เพื่อลดความเสี่ยงจากการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
3.ดูแลบาดแผลให้สะอาด
หากมีบาดแผล รอยถลอก หรือแผลเปิด ควรทำความสะอาดทันที และหลีกเลี่ยงการลงน้ำหรือสัมผัสดินโคลน
4.รักษาความสะอาดของร่างกายหลังสัมผัสดินและน้ำ
หลังจากทำงานหรือกิจกรรมที่สัมผัสดิน น้ำ หรือโคลน ควรรีบอาบน้ำ ฟอกสบู่ และทำความสะอาดร่างกายทันที
